บทเรียน

Posted: March 15, 2013 in Uncategorized

ละครรำ

ละครรำ เป็นศิลปะการแสดงของไทย ที่ประกอบด้วยท่ารำ ดนตรีบรรเลง และบทขับร้องเพื่อดำเนินเรื่อง ละครรำมีผู้แสดงเป็นตัวพระ ตัวนาง และตัวประกอบ แต่งองค์ทรงเครื่องตามบท งดงามระยับตา ท่ารำตามบทร้องประสานทำนองดนตรีที่บรรเลงจังหวะช้า เร็ว เร้าอารมณ์ให้เกิดความรู้สึกคึกคัก สนุกสนาน หรือเศร้าโศก ตัวละครสื่อความหมายบอกกล่าวตามอารมณ์ด้วยภาษาท่าทาง โดยใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย วาดลีลาตามคำร้อง จังหวะและเสียงดนตรี

ประเภทของละครรำ

– ละครชาตรี

นับเป็นละครที่มีมาแต่สมัยโบราณ และมีอายุเก่าแก่กว่าละครชนิดอื่น ๆ มีลักษณะเป็นละครเร่คล้ายของอินเดียที่เรียกว่า “ ยาตรี ” หรือ “ ยาตรา ” ซึ่งแปลว่าเดินทางท่องเที่ยว ละครยาตรานี้คือละครพื้นเมืองของชาวเบงคลีในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นละครเร่ นิยมเล่นเรื่อง “ คีตโควินท์ ” เป็นเรื่องอวตารของพระวิษณุ ตัวละครมีเพียง ๓ ตัว คือ พระกฤษณะ นางราธะ และนางโคปี

ละครยาตราเกิดขึ้นในอินเดียนานแล้ว ส่วนละครรำของไทยเพิ่งจะเริ่มเล่นในสมัยตอนต้นกรุงศรีอยุธยา จึงอาจเป็นได้ที่ละครไทยอาจได้แบบอย่างจากละครอินเดีย เนื่องจากศิลปวัฒนธรรมของอินเดียแพร่หลายมายังประเทศต่าง ๆ ในแหลมอินโดจีน เช่น พม่า มาเลเซีย เขมร และไทย จึงทำให้ประเทศเหล่านี้มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายกันอยู่มาก โดยส่วนใหญ่นิยมเล่นเรื่อง มโนห์รา

– ละครนอก

มีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นละครที่แสดงกันนอกราชธานี แต่เดิมคงมาจากการละเล่นพื้นเมือง และร้องแก้กัน แล้วต่อมาภายหลังจับเป็นเรื่องเป็นตอนขึ้น เป็นละครที่ดัดแปลงวิวัฒนาการมาจากละคร “ โนห์รา ” หรือ “ ชาตรี ” โดยปรับปรุงวิธีแสดงต่างๆ ตลอดจนเพลงร้อง และดนตรีประกอบให้แปลกออกไป นิยมเล่นเรื่อง ไกรทอง โคบุตร ไชยเชษฐ์ คาวี สังข์ทอง

เป็นต้น

– ละครใน

เป็นละครที่เกิดขึ้นในพระราชฐานจึงเป็นละครที่มีระเบียบแบบแผน สุภาพ ละครในมีความมุ่งหมายสำคัญอยู่ ๓ ประการ คือรักษาศิลปะของการรำอันสวยงาม รักษาขนบธรรมเนียมประเพณีเคร่งครัด รักษาความสุภาพทั้งบทร้องและเจรจา สันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และรุ่งเรืองมากที่สุดในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ นิยมเล่นเรื่อง รามเกียรติ์ อิเหนา อุณรุท

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอิศรสุนทร ฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ( พ.ศ. ๒๓๑๐ -๒๓๖๗ ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗ ) รัชกาลที่ ๒ แห่งราชจักรีวงศ์ ทรงมีพระนามเดิมว่า ฉิม ( สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ) พระราชสมภพเมื่อ วันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๔ ปีกุน เวลาเช้า ๕ ยาม ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๔ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และ สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี ทรงเสวยราชสมบัติ เมื่อปีมะเส็ง ปี พ.ศ. ๒๓๕๒ – ๒๓๖๗ ขณะมีพระชนมายุได้ ๔๒ พรรษา

พระอัฉริยภาพในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีหลายด้าน เช่น

– ด้านกวีนิพนธ์ พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็นยอดกวีด้านการแต่งบทละครทั้งละครในและละครนอก เช่น รามเกียรติ์ , อุณรุท , อิเหนา , ไกรทอง , สังข์ทอง , ไชยเชษฐ์ , คาวี , บทพากย์โขนอีกหลายชุด

– ด้านประติมากรรม ทรงส่งเสริมงานช่างด้านหล่อพระพุทธรูปแล้ว ยังได้ทรงพระราชอุตสาหะปั้นหุ่นพระพักตร์ของ “ พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลก ” พระประธานในพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามด้วยพระองค์เองอีกด้วย

– ด้านดนตรี ทรงมีพระปรีชาสามารถในด้านนี้ไม่น้อยไปกว่าด้านละครและฟ้อนรำ เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย ซึ่งซอคู่พระหัตถ์ที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า “ ซอสายฟ้าฟาด ” และเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ “ เพลงบุหลันลอยเลื่อน ” หรือ “ บุหลัน ( เลื่อน ) ลอยฟ้า ” แต่ต่อมามักจะเรียกว่า “ เพลงทรงพระสุบิน ”

อิเหนาเล่าที่มา

บ่อเกิดของเรื่องอิเหนานั้น พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าธานีนิวัติ กรมหมื่นพิทยาลาภ

พฤฒิยากร ได้ทรงวิจารณ์เค้ามูลไว้โดยละเอียด มีทั้งอิเหนาที่เป็นคนจริงคืออิเหนาในประวัติศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. ๑๕๖๒ นครดาฮา ( ดาหา ) ในชวามีราชาองค์หนึ่งชื่อ ไอรลังคะ ทรงสร้างความรุ่งเรืองให้แก่ชวาเป็นอันมาก มีราชธิดาชื่อ กิลีสุจี และมีโอรส ๒ องค์ พระธิดานั้นพอเจริญวัยก็ได้ออกบวชเป็นชี เมื่อราชาไอรลังคะจะสวรรคต ได้แบ่งอาณาเขตออกเป็นสองส่วน คือแคว้นดาหาและกุเรปัน ให้โอรสครองคนละแคว้น ต่อมาโอรสทั้งสองนั้น องค์หนึ่งมีพระโอรส อีกองค์หนึ่งมีธิดา องค์ที่เป็นชายนั้นคืออิเหนา ที่เป็นหญิงคือ บุษบา พระนางกิลีสุจีซึ่งบวชเป็นชีอยู่นั้น แนะนำให้ทายาทของสองนครนี้สมรสกันเพื่ออาณาจักรจะได้กลับเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นเดิม

อิเหนาเป็นกษัตริย์ที่มาอานุภาพมากแต่วงศ์อิเหนาได้เริ่มเสื่อมเมื่อราว พ.ศ. ๑๗๖๔

อังรกะ ชิงราชสมบัติจากวงศ์อิเหนาได้ และตั้งราชธานีใหม่ชื่อ สิงหัสสาหรี ( สังคัสซารี ) ใน พ.ศ. ๑๘๓๖ กษัตริย์ที่สืบวงศ์จากราชาอังรกะได้ย้ายราชธานีไปตั้งที่มัชปาหิต ( ใกล้เมืองสุราบายา ) และสืบสันตติวงศ์ต่อมาจนถึงราว พ.ศ. ๒๐๐๐ จึงเริ่มเสื่อม ตกอยู่ในอำนาจชาวอินเดียถือศาสนาอิสลามที่อพยพเข้ามาอยู่ในชวา แล้วภายหลังกลับตกไปอยู่ในอำนาจโปรตุเกสและเนเธอร์แลนด์ในที่สุด

การเข้ามาสู่ประเทศไทยของนิทานปันหยี

อิเหนาเป็น วรรณคดีเก่าแก่เรื่องหนึ่งของไทย เป็นที่รู้จักกันมานาน เข้าใจว่าน่าจะเป็นช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยได้ผ่านมาจากหญิงเชลยปัตตานี ที่เป็นข้าหลวงรับใช้พระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ โดยเล่าถวายเจ้าฟ้ากุณฑล และเจ้าฟ้ามงกุฎ พระราชธิดา จากนั้นพระราชธิดาทั้งสองได้ทรงแต่งเรื่องขึ้นมาองค์ละเรื่อง เรียกว่า อิเหนาเล็ก ( อิเหนา ) และ อิเหนาใหญ่ ( ดาหลัง )

ประวัติดังกล่าวมีบันทึกไว้ในพระราชนิพนธ์อิเหนา ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ดังนี้

อันอิเหนาเอามาทำเป็นคำร้อง สำหรับงานการฉลองกองกุศล
ครั้งกรุงเก่าเจ้าสตรีเธอนิพนธ์ แต่เรื่องต้นตกหายพลัดพรายไปฯ

อิเหนาเล่าเรื่อง

ในดินแดนชวาแต่โบราณมีกษัตริย์ราชวงศ์หนึ่ง เรียกว่า วงศ์อสัญแดหวา หรือ วงศ์เทวา กล่าวกันแต่เดิมว่า เมืองหมันหยามีเจ้าเมือง มีธิดาสี่องค์ เจ้าเมืองหมันหยาคิดจะแต่งการสยุมพรให้กับธิดาทั้งสี่ แต่หากษัตริย์ที่คู่ควรไม่ได้ ต่อมามีเหตุเกิดขึ้นคือมีพระขรรค์ ชัยกับธงผุดขึ้นที่หน้าพระลาน ทำให้เกิดข้าวยากหมากแพงชาวเมืองเดือดร้อน เจ้าเมืองหมันหยาจึงป่าวประกาศให้กษัตริย์เมืองต่าง ๆ มาถอนพระขรรค์กับธงออกเพื่อ แก้อาถรรพ์ ผู้ใดทำได้สำเร็จจะยกธิดาและสมบัติให้กึ่งหนึ่งกษัตริย์เมืองต่าง ๆ ที่มาอาสา ก็ไม่สามารถถอนพระขรรค์กับธงได้ จนอสัญแดหวา สี่องค์ที่มาสถิต ณ เขาไกรลาส แปลงกายเป็นมนุษย์มาฉุดถอนพระขรรค์กับธงได้สำเร็จ เทวราชทั้งสี่ไม่ขอรับสมบัติหากขอเพียงธิดาเป็น คู่ครองและจะไปสร้างเมืองอยู่เอง

เทวาองค์แรกพาธิดาองค์ที่หนึ่งไปสร้างเมืองกุเรปัน องค์ที่สองพาธิดาองค์รองไปสร้างเมืองดาหา องค์ที่สามพาธิดาองค์รองสุดท้องไปสร้างเมืองกาหลัง และองค์ที่สี่พาธิดาองค์สุดท้องไปสร้างเมืองสิงหัดส่าหรี สี่เมืองนี้จึงนับเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ด้วยเกียรติและยศศักดิ์ ด้วยเป็นวงศ์ อสัญแดหวาและยังเป็นที่ยอมรับและยกย่องของหัวเมืองน้อยใหญ่ และสี่เมืองนี้เท่านั้นที่สามารถตั้งตำแหน่งมเหสีได้ ๕ องค์ อันได้แก่ ประไหมสุหรี มะเดหวี มะโต ลิกู และ เหมาหลาหงี

ส่วนความเกี่ยวพันระหว่างวงศ์อสัญแดหวากับเมืองหมันหยานั้นเรียกได้ว่าเกี่ยวดองกันเพราะวงศ์อสัญแดหวารุ่นต่อ ๆ มา ล้วนได้ธิดาเมืองหยันหยา มาเป็นประไหมสุหรี

สมัยต่อมาเจ้าผู้ครองเมืองกุเรปันประสงค์จะมีโอรสกับประไหมสุหรี จึงได้ทำพิธีบวงสรวงเทวดาและได้โอรสสมพระทัยโหรทำนายว่าโอรสจะเป็นผู้มีเดชานุภาพยิ่งใหญ่ แต่เมื่ออายุได้ ๑๕ ชันษาจะมีเคราะห์ต้องพลัดพรากจากเมืองถึงสามครั้ง จะไปได้ชายาเมืองอื่น พลัดบ้านพลัดเมืองถึง ๑๓ ปีจึงจะกลับคืนกุเรปันวันที่โอรสประสูติวงศ์อสัญแดหวาซึ่งเป็นบรมอัยกาสถิตอยู่บนสวรรค์ได้นำกริชแก้วสุรกานต์จารึกชื่อ อิเหนา มาวางไว้ข้างตัว

ฝ่ายประไหมสุหรีเมืองหมันหยา ได้ให้กำเนิดธิดาชื่อ จินตะหราวาตี ประไหมสุหรีของเมืองหมันหยา ได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ สุหรานากง ซึ่งวงศ์อสัญแดหวาได้นำกริชจารึกชื่อมาประทานให้เช่นเดียวกับอิเหนา เมืองกาหลังได้กำเนิดธิดาแต่ประไหมสุหรีชื่อ สกาหนึ่งหรัด และเป็นคู่

ตุหนาหงัน( คู่หมั้น ) กับสุหรานากง ส่วนเมืองดาหา ประไหมสุหรีได้กำเนิดธิดาชื่อ บุษบา ซึ่งทางเมืองกุเรปันได้สู่ขอตุนาหงันไว้กับอิเหนา อีก ๕ ปี ต่อมาประไหมสุหรีของเมืองดาหาก็ได้ให้กำเนิดโอรสชื่อ สียะตรา

อิเหนาเจริญวัยจนอายุได้ ๑๕ ชันษา ก็มีความเชี่ยวชาญเก่งกล้าสมเป็นโอรสกษัตริย์ ต่อมาพระมารดาของประไหมสุหรีเมืองหมันหยาทิวงคต ท้าวหมันหยาจึงมีราชสาส์นแจ้งไปยังเมืองกุเรปันและเมืองดาหา ทางเมืองกุเรปันจึงให้อิเหนานำเครื่องเคารพศพไปร่วมงาน

ครั้นอิเหนาไปถึงเมืองหมันหยา ได้เข้าเฝ้าท้าวหมันหยาและพบกับจินตะหราธิดาเจ้าเมืองจึงนึกรักคิดใคร่ได้นางจนไม่ยอมกลับกุเรปัน ท้าวกุเรปันเห็นว่างานศพก็เสร็จสิ้นแล้วจึงให้คนถือหนังสือไปตามตัวอิเหนากลับโดยบอกเหตุผลว่าพระมารดาทรงครรภ์แก่ใกล้ประสูติ อิเหนาต้อง

จำใจกลับวังแต่ได้เขียนเพลงยาวและฝากแหวนสองวง ขอแลกกับสไบของนางจินตะหรา เมื่ออิเหนาถึงเมืองกุเรปันก็ทราบว่าประไหมสุหรีกำเนิดธิดาชื่อ วิยะดา และท้าวดาหาได้สู่ขอตุนาหงันไว้ให้กับสียะตราน้องชายบุษบา อิเหนากลับมากุเรปันก็คร่ำครวญคิดถึงจินตะหรา ท้าวกุเรปันจึงมี

ราชสาส์นเร่งรัดไปยังท้าวดาหาเพื่อจะจัดการวิวาห์ระหว่างอิเหนากับบุษบาให้เป็นที่เรียบร้อย

ฝ่ายอิเหนาระแคะระคายว่าจะต้องแต่งงานกับบุษบา จึงออกอุบายขออนุญาตท้าวกุเรปันออกประพาสป่า แล้วปลอมตัวเป็นนายโจรชื่อ มิสารปันหยีให้พี่เลี้ยงและไพร่พลปลอมเป็นชาวบ้านป่าทั้งสิ้นเดินทางมุ่งหน้าสู่ภูเขาปะราบีใกล้เมืองหมันหยา

กล่าวถึงกษัตริย์สามพี่น้องอีกวงศ์หนึ่ง องค์แรกครองเมืองปันจะรากัน มีธิดาชื่อสการะวาตี องค์รองครองเมืองปักมาหงัน มีธิดาชื่อ มาหยารัศมี มีโอรสชื่อ สังคามาระตา องค์ที่สามครองเมืองบุศสิหนา เพิ่งไปสู่ขอนางตรสาธิดาเมืองปะตาหรำมาเป็นชายา ระหว่างเดินทางกลับจากพิธีวิวาห์ พี่น้องทั้งสามเมืองก็แวะพักนมัสการฤาษีสังปะติเหงะซึ่งบำเพ็ญพรตอยู่เชิงเขาปะราปี

ระหว่างที่ไพร่พลของอิเหนาพักอยู่ที่เชิงเขาปะราปี ประสันตาพี่เลี้ยงของอิเหนาได้ล่วงล้ำไปมีเรื่องวิวาทกับไพร่พลของท้าวบุศสิหนา ท้าวบุศสิหนายกทัพมารบ กับอิเหนาซึ่งใช้ชื่อว่า

มิสารปันหยี ท้าวบุศสิหนาถูกมิสารปันหยีแทงตกม้าตาย ท้าวปันจะรากันและท้าวปักมาหงันทราบจากฤาษีสังปะติเหงะว่า มิสารปันหยี คืออิเหนา จึงยอมอ่อนน้อมไม่สู้รบด้วย ทั้งยกสการะวาตี

มาหยารัศมี และ สังคามาระตาให้แก่อิเหนาด้วย จากนั้นอิเหนาก็เข้าเมืองหมันหยา และได้

จินตะหราเป็นชายาสมใจ แล้วได้พามาหยารัศมีและสะการะวาตีมาอยู่ด้วยกัน

ฝ่ายเมืองดาหาเมื่อเตรียมการพิธีวิวาห์เสร็จก็แจ้งไปยังท้าวกุเรปัน ท้าวกุเรปันก็ร้อนใจที่ทราบว่าอิเหนาไปได้จินตะหราเป็นชายาจึงให้คนถือหนังสือไปตามให้อิเหนากลับอิเหนาพยายามบ่ายเบี่ยงไม่ยอมกลับ และขอถอนหมั้นบุษบา ท้าวดาหาได้ทราบความก็ขุ่นเคืองมากถึงกับตัดสินพระทัยว่าแม้นใครมาขอบุษบาก็จะยกให้ทันที

กล่าวถึงเมืองพี่เมืองทั้งสองเมือง เมืองพี่คือเมืองล่าสำ เมืองน้องคือเมืองจรกา ท้าวล่าสำมีธิดาชื่อ กุสุมาเป็นคู่หมั้นกับสังคามาระตาฝ่ายท้าวจรกายังไม่มีคู่ด้วยรูปชั่วตัวดำ เมื่อได้ทราบข่าวทางเมืองดาหาก็แต่งเครื่องบรรณาการมาขอบุษบา ท้าวดาหาก็ยินดียกให้ ด้วยกำลังแค้นเคืองอิเหนา
กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิง มีโอรสชื่อ วิหยาสะกำ องค์รองครองเมืองปาหยัง มีธิดาสององค์ ชื่อ รัตนาระติกา และรัตนาวาตี องค์สุดท้องครองเมืองประหมันสลัด มีโอรสชื่อ วิหรากะระตา มีธิดาชื่อ บุษบาวิลิศ อยู่มาวิหยาสะกำออกเที่ยวป่า องค์อสัญแดหวาไม่ต้องการให้บุษบาแต่งงานกับจรกา จึงจำแลงเป็นกวางทองล่อวิหยาสะกำไปพบรูปนิมิตของบุษบา วิหยาสะกำเห็นรูปก็หลงรักไม่เป็นอันกินอันนอน

hello

Posted: February 7, 2013 in Uncategorized

กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

รายวิชาพื้นฐาน                                                                                                                    ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

รหัสวิชา ท 31101                                      ชื่อวิชา ภาษาไทยพื้นฐาน 1                 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

ภาคเรียนที่ 1                                                   จำนวน 40  ชั่วโมง                         จำนวน  1.0  หน่วยการเรียน

 

คำอธิบายรายวิชา

ศึกษาการอ่านออกเสียงร้อยแก้วและร้อยกรอง อ่านจับใจความสำคัญ อ่านวิเคราะห์ วิจารณ์
คาดคะเน ตอบคำถาม เขียนสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ เขียนบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จดบันทึกการศึกษาค้นคว้า
พูดสรุปความรู้ แนวคิด แสดงความคิดเห็น ประเมินเรื่องจากการฟังและการดู แต่งบทร้อยกรอง ท่องจำและบอกคุณค่าบทอาขยานและบทร้อยกรอง  ศึกษาหลักการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม

โดยใช้ทักษะกระบวนการอ่าน ฟัง ดู พูด เขียน อภิปราย วิเคราะห์ สังเคราะห์ เปรียบเทียบ ปฏิบัติ
นำเสนอผลงาน  อย่างมีมารยาท  รู้คุณค่าและสามารถนำความรู้และทักษะต่าง ๆไปประยุกต์ใช้สื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมและสร้างสรรค์

รหัสตัวชี้วัด 

ท 1.1                         ท 1.1 ม.4-6/2        ท 1.1 ม.4-6/3        ท 1.1 ม.4-6/5       ท 1.1 ม.4-6/8

                                   ท 1.1 ม.4-6/9

ท 2.1                         ท 2.1 ม.4-6/1       ท 2.1 ม.4-6/4        ท 2.1 ม.4-6/5        ท 2.1 ม.4-6/6

                                   ท 2.1 ม.4-6/8

ท 3.1                         ท 3.1 ม.4-6/1        ท3.1 ม.4-6/4

ท 4.1                         ท 4.1 ม.4-6/2       ท 4.1 ม.4-6/5       ท 4.1 ม.4-6/6       ท 4.1 ม.4-6/7

ท 5.1                         ท 5.1 ม.4-6/1        ท 5.1 ม.4-6/5

 

รวม  18  ตัวชี้วัด

โครงสร้างรายวิชา  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย

รหัสวิชา  ท 31101                                         รายวิชา  ภาษาไทยพื้นฐาน  1                           ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4

อัตราส่วนคะแนน  70 : 30                                        เวลา  40  ชั่วโมง                                    จำนวน 1.0 หน่วยการเรียน 

 

ลำดับที่

ชื่อหน่วยการเรียนรู้

มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด

สาระสำคัญ

เวลา

(ชั่วโมง)

น้ำหนักคะแนน

1

อิเหนา  ตอน

ศึกกะหมังกุหนิง

ท 1.1  ม.4-6/9

ท 2.1 ม.4-6/5

ท 3.1 ม.4-6/4

ท 4.1 ม.4-6/5

ท 5.1 ม.4-6/1

– มารยาทในการอ่าน

– การประเมินคุณค่างานเขียน

– การประเมินเรื่องที่ฟังและดู

– อิทธิพลของภาษาต่างประเทศและภาษาถิ่น

– หลักการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมเบื้องต้น

10

20

2

นิทานเวตาล  เรื่องที่ 10

ท 1.1 ม.4-6/8

ท 2.1 ม.4-6/6

ท 3.1 ม.4-6/1

ท 4.1 ม.4-6/7

ท 5.1 ม.4-6/5

– การสังเคราะห์ความรู้จากการอ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

– การอ้างอิงข้อมูลสารสนเทศ

– การพูดแสดงความคิดเห็นจากเรื่องที่ฟังและดู

– การประเมินการใช้ภาษาจากสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์

– วรรณกรรมพื้นบ้าน

10

20

สอบระหว่างภาคเรียนที่ 1

( ไม่ระบุ )

10

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ลำดับที่

ชื่อหน่วยการเรียนรู้

มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด

สาระสำคัญ

เวลา

(ชั่วโมง)

น้ำหนักคะแนน

3

หัวใจชายหนุ่ม

ท 1.1 ม.4-6/2

ท 1.1 ม.4-6/5

ท 2.1 ม.4-6/1

ท 4.1 ม.4-6/2

– การตีความจากการอ่านสื่อประเภทต่าง ๆ

– การแสดงความคิดเห็นโต้แย้งเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน

– การเขียนสื่อสารในรูปแบบจดหมาย

– การใช้คำและกลุ่มคำสร้างประโยค

10

20

4

นิราศนรินทร์คำโคลง

ท 1.1 ม.4-6/3

ท 2.1 ม.4-6/4

ท 2.1 ม.4-6/8

ท 4.1 ม.4-6/6

– การวิเคราะห์และวิจารณ์เรื่องที่อ่าน

– การเขียนในรูปแบบสารคดี

– มารยาทในการเขียน

– การสร้างคำในภาษาไทย

10

10

สอบปลายภาคเรียนที่ 1

( ไม่ระบุ )

20

รวม

40

100

ครอบครัว

Posted: December 11, 2012 in Uncategorized
Tags:

บิดา นายศราวุฒิ ทองขาว อายุ 43 ปี

อาชีพ ค้าขาย รายได้ต่อเดือน 20,000 บาท

มารดา นาง สุพานิข ทองขาว อายุ 42 ปี

อาชีพ ค้าขาย เดือนละ 20,000 บาท

มี น้อง 1 คน

ชื่อ ด.ญ.ณัฐนิข ทองขาว (อิง)

เรียนอยู่ที่ ร.ร สุราษฎร์ธานี 2

ประวัตผู้จัดทำ

Posted: December 11, 2012 in Uncategorized
Tags:

น.ส.ณัฐธิดา  ทองขาว ชื่อเล่น ออย

เกิดวันที่ 9 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2538

บ้านเลขที่ 115/3 ม.1 ต.พ่วงพรมคร อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี

อาหารที่ชอบ ส้มตำ

สีที่ชอบ สีขาว

กีฬาที่ชอบ วอลเลร์บอล